Day Trader: A Unique Blueprint สำหรับเทรดเดอร์อิสระธรรมดา ที่ต้องการทำกำไรแบบไม่ธรรมดา Part 17

17. Time-frame และตลาดในอุดมคติของเทรดเดอร์เงินล้าน

 

มีตลาดมากมายที่เราสามารถเทรดได้ และ หลาย tame-frames ให้เลือกเทรด แต่ถ้าคุณต้องการที่จะเป็นเทรดเดอร์เงินล้าน คุณต้องเลือกตลาดและ time-frames ที่ให้ผลตอบแทนกับคุณดีที่สุด

เกี่ยวกับ time-frame จากชื่อของบทความนี้คุณคงคาดหวังว่าน่าจะมีคำตอบกับคุณได้ ผมตั้งชื่อว่า "กำไรแบบไม่ธรรมดา" เพราะมีเหตุผล เนื่องจากคุณและผมต่างก็เป็นเทรดเดอร์อิสระ และเนื่องจากคุณกับผมก็เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อย เราจึงต้องการ time-frame ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด ซึ่งคำตอบก็คือ day trading time-frame และเหตุผลก็คือเรื่อง intraday leverage นั่นเอง เมื่อคนทั่วไปได้ยินคำว่า leverage พวกเค้าจะคิดถึงการมีความเสี่ยงสูงเป็นอันดับแรก แต่มันไม่จำเป็นเสมอไปถ้าคุณเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วเราก็มักจะได้ยินคนทั่วไปคิดด้วยว่า 'day trading' เป็นการเทรดที่มีความเสี่ยงสูงมากเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงไม่ว่าจะเป็นการเทรดแบบไหนมันก็มีความเสี่ยงสูงทั้งสิ้นถ้าคุณไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่และไม่คิดที่จะศึกษาหาความรู้อย่างจริงจัง แต่จากการเทรดหลาย ๆ แบบที่มีอยู่ จริง ๆ แล้ว day trading คือการเทรดที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด! หลักฐานและเหตุผลนั้นเราดูจากความเป็นจริงที่ว่า ตลาดนั้นต้องการ margin น้อยมากจากการเทรดแบบ day trade ในขณะที่การเทรดแบบข้ามวันปกติจะต้องมี margin มากกว่า 4 ถึง 10 เท่า นั่นจึงบอกเราได้ว่าผู้ที่วางกฏระเบียบมองว่าการเทรดใน intraday time-frame นั้นมีความเสี่ยงน้อยที่สุด และความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้นถ้าเราถือมันไว้ข้ามวัน

คุณจะรู้ว่ามันมีเหตุผลถ้าคุณได้ลองนั่งดู intraday time-frame คุณเทรดสวิงที่เล็ก ๆ นั่นจึงทำให้คุณใช้ stop loss ที่แคบได้ และเมื่อคุณใช้ stop loss แคบได้มันจึงทำให้คุณสามารถเทรดจำนวนสัญญามากขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเทรด E-mini S&P 1 point จะมีมูลค่าเท่ากับ $50/สัญญา นั่นหมายความว่าถ้าคุณใช้ 2 point stop คุณมีความเสี่ยงอยู่ที่ $100/สัญญา สมมุติว่าคุณใช้เงินลงทุน $20,000 แล้วใช้ความเสี่ยงอยู่ที่ 2% นั่นจะเท่ากับ $400 เท่ากับว่าถ้าคุณใช้ 2 point stop คุณจะสามารถซื้อได้ทั้งสิ้น 4 สัญญา ซึ่งในวันปกติการทำกำไร 6 points นั้นถือเป็นเรื่องปกติมาก (แปลว่าคุณมี reward-to-risk ratio เท่ากับ 3 ต่อ 1) ซึ่งหมายความว่าคุณจะทำกำไรได้ $1,200 (หรือ 6% ของพอร์ต) โดยใช้เวลาเทรดเฉลี่ยไม่ถึง 1 ชั่วโมง

ทีนี้มาเปรียบเทียบกับการเทรดที่ยาวกว่านี้ คุณอาจจะดูภาพใหญ่แล้วเห็นโอกาสที่ราคาจะวิ่ง 30 points ซึ่งน่าจะใช้เวลาอยู่ในระหว่าง 1 - 2 อาทิตย์ข้างหน้านี้ เพราะว่าคุณกำลังเทรดจากชาร์ตที่เป็น longer-term chart คุณอาจจะต้องการ stop 10 points สำหรับเทรดนี้ เพราะฉะนั้นคุณจะเทรดได้แค่ 1 สัญญาเท่านั้น และความเสี่ยงของคุณจะต้องเพิ่มเป็น 2.5 % ด้วย (1 x 10 points x $50/สัญญา) เทรดนี้ก็ยังคงได้เพียงแค่ 3 ต่อ 1 reward to risk ratio เหมือนกัน นั่นคือ $1,500 เท่ากับ 7.5% return ซึ่งมากกว่า intraday trade อยู่เพียงนิดหน่อย แต่ถ้าสังเกตุคุณจะพบว่า swing trade นี้ใช้เวลาเกือบ 2 อาทิตย์ ในขณะที่ day trade คุณสามารถใช้ leverage ที่ดีกว่าเพื่อทำ 6% ในเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 1 ชั่วโมงเท่านั้น แล้วลองคิดดูว่าตลอดทั้งปี จำนวนเทรดแบบ day trade ต่อปีจะมากกว่า swing trade เท่าไหร่ คุณเห็นแล้วว่าคุณสามารถสร้างรายได้ ๆ มากกว่าการเทรดแบบ swing trade ได้มากกว่าเยอะมาก ในขณะเดียวกันก็มี risk ที่เปอร์เซ็นต์เท่า ๆ กันหรือน้อยกว่าด้วย และในเคสที่มี surprise news หรือ การเคลื่อนที่สวนทางแบบไม่คาดคิดมาก่อน คุณยังสามารถออกจากตลาดได้ทันทีนั่นจึงทำให้ risk ของคุณต่ำกว่าการเทรดแบบอื่น ๆ มากโดยที่ยังไม่รวมเรื่อง intraday leverage ที่ดีกว่าด้วย

เอาล่ะนั่นเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดที่ว่า day trading มีความเสี่ยงมากกว่า longer-term trading มันไม่ใช่แค่ทำให้เราสามารถคอนโทรล stop ให้แคบได้เท่านั้น แต่มันยังให้โอกาสเราในการสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่ามาก มากกว่า longer-term trading จะมีให้ได้
ทีนี้แล้วตลาดที่ดีที่สุดในการเทรดล่ะ? คุณน่าจะเดาได้แล้วว่าน่าจะเป็น E-mini S&P 500 Futures ในความเห็นของผม มันคือตลาดที่ดีที่สุดที่คุณจะหาได้สำหรับ day trading แต่ก่อนที่เราจะลงลึก ผมขอพูดถึงตลาด futures ในภาพรวมเสียก่อน ถ้าคุณต้องการสร้างกำไรแบบเป็นรูปธรรมในฐานะเทรดเดอร์อิสระด้วยเงินลงทุนที่จำกัด ตลาด futures ให้โอกาสคุณได้ดีกว่า stock market เพราะตลาดหุ้นคุณได้ leverage เพียงแค่ 4 ต่อ 1 สำหรับ day trading และ futures นั้นดีกว่า forex เยอะเพราะ forex นั้นเป็นตลาดที่ไม่มีการจัดระเบียบที่ดีพอ และหลาย ๆ ครั้งเราจะเห็นราคา bid/ask ที่ไม่แฟร์เลย เพราะโบ๊รกเกอร์ของคุณสามารถเทรดในทางตรงกันข้ามกับคุณได้เพราะ forex ไม่มีตลาดกลางที่กำหนดราคา ในขณะที่ตลาด futures นั้นตรงกันข้ามเลย เพราะตลาด futures มีระบบจัดการตลาดที่มาตรฐานสูงมาก และมีตลาดกลางในการกำหนดราคา แปลว่าราคาที่เรากำลังเทรดนั้นถูกกำหนดขึ้นมาจากตลาดกลาง ไม่ใช่จากโบ๊รกเกอร์ ทำให้ตลาด futues นั้นแฟร์กว่ามากแม้กับคนตัวเล็ก ๆ อย่างเราก็ตาม

แต่แน่นอนว่าคุณคงไม่อยากเป็นแค่คนตัวเล็ก ๆ นานมากเกินไป นั่นคือภาพรวมหลัก ๆ ของบทความนี้ เพราะฉะนั้น futures ตัวไหนล่ะที่คุณควรจะเทรดซึ่งสามารถมอบโอกาสให้คุณทำกำไรได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว? ก็ E-mini S&P 500 นี่แหล่ะ เหตุผลก็เพราะว่ามันเป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก ไม่ใช่แค่มันจะไม่ทำให้คุณเจอภาวะ slippage แต่มันยังสามารถทำให้คุณจัดการกับ position sizing ของคุณได้ง่ายด้วย ซึ่งมีตลาดน้อยมากที่จะสามารถรับมือกับ position sizing ขนาดมหึมาได้อย่างง่ายดายและยังมอบโอกาสที่ดีให้กับเทรดเดอร์อิสระตัวเล็ก ๆ สามารถทำเงินล้านได้ด้วย ซึ่ง E-mini S&P 500 คือ 1 ในนั้น แน่นอนว่าถ้าคุณต้องการที่จะทำเงินล้านคุณต้องทำงานหนักมากพอที่จะสามารถเทรดล๊อตใหญ่ ๆ ได้ (ซึ่งผมจะกล่าวถึงในบทต่อไป)

สุดท้ายนี้ เป็นข้อที่ควรโน๊ตเอาไว้นั่นคือ พฤติกรรมราคาของ E-mini S&P 500 มี pattern ที่สามารถคาดเดาได้ง่ายมากกว่า futures อื่น ๆ อย่างเช่น crude oil นั่นคือเหตุผลว่าทำไมโดยรวมแล้วมันจึงเป็นตลาดที่ดีที่สุดที่คุณจะหาได้สำหรับเทรดเดอร์อิสระที่ต้องการมี uncommon profits ซึ่งตลาดอื่น ๆ ส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่มันจะเคลื่อนไหวแบบไม่ค่อยเป็นระเบียบแล้ว มันยังไม่สามารถรับมือกับการเทรดแบบ large size อีกด้วย ถ้าคุณวาง order ขนาดใหญ่ในตลาดเหล่านั้น order ของคุณจะมีผลกระทบกับตลาดทำให้ตลาดเกิดการเคลื่อนไหว แล้วจะทำให้ order ของคุณ filled ในราคาที่แพงมาก The S&P นั้นสามารถให้คุณเทรด 500 สัญญา (500 สัญญาในครั้งเดียว) ได้โดยที่ไม่เกิดสภาวะ slippage หรือถ้ามีก็ไม่กี่ tick ซึ่งการทำกำไร 6 points สำหรับ 500 สัญญา ($150,000) นั้นบ่อยครั้งจะใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง นี่คือตลาดที่สามารถรับมือกับการเทรด size ใหญ่ ๆ แบบนี้ได้ แต่ก่อนที่คุณจะฝันถึงการทำกำไรที่ยิ่งใหญ่ ขอให้คุณทดลองจากเงินลงทุนน้อย ๆ ก่อน แล้วดูสิว่าผลตอบแทนที่ได้มันคุ้มค่าอย่างที่ผมบอกคุณหรือเปล่า

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.